"O_O หา...!!! วอกขบก๊ะ????"

 

แม่หญิงจาวเหนืออุทานเสียงสูง  เมื่อรู้ว่าต้นเหตุที่ให้เด็กหญิง

หน้าตาบ้องแบ๊วถูกพันหัวพันหาง เอ๊ย! ขาขาวโพลนเหมือนมัมมี่ 

เกิดจาก "ลิงป่า" กระหายเลือดขยุ้มเนื้อกัดกินอย่างเมามัน

 

ฉันจำไม่ได้ว่าตอนนั้นตัวเองทำสีหน้ายังไง

(แหม...ก็ตอนนั้นอายุเพิ่งจะ 4-5 ขวบ ผ่านมาตั้ง...เอ่อ...อย่ารู้เลย ^O^)

  จะจืดจ๋อยชวนน่าสงสาร หรือแอบเบ้ปาก (เบื่อหน่าย)

เพราะเจอกับประโยคนี้นับร้อยครั้งจากคนแปลกหน้า

ตลอดการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 

 

และฉันก็มีแผลเป็นรูปตะขาบหลายตัวติดขาซ้ายมาตั้งแต่บัดนั้น  

.

.

เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้พ่อโกรธเจ้าของลิงจนถึงขั้นไม่มองหน้า 

อันนั้นไม่สำคัญเท่าฉันถูกสั่งห้ามไม่ให้รับเงินค่าทำขวัญ (แฮ่ะๆ ^O^)

ลิงดุร้ายถูกยิงกรอกปาก, สมองถูกนำไปเป็นอาหารอันโอชะของพลทหาร

ที่ฉันไม่คิดหาโอกาสลิ้มชิมรสซักกะติ๊ด (อึ๋ย! สยึยปากชะมัด!)

.

.

เจ้าบรรดาตะขาบที่เกาะอยู่บนหน้าผาก, ซ่อนตัวอยู่ภายใต้เส้นผม

และมีสัมปทานพื้นที่กว้างขวางอยู่ตรงขาซ้ายของฉัน 

ในจินตนาการของเด็กวัยรุ่นที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก 

ฉันรู้สึกว่ามันพองตัวบวมเป่งมากกว่าความเป็นจริงหลายเท่า

มันไม่ใช่ความสุขที่ได้เป็นเจ้าของแผลเป็นแน่ๆ,

แต่ฉันก็ไม่แน่ใจนักว่า มันคือความทุกข์ของฉันหรือเปล่า ?

.

.

ฉันเลิกกังวลถึง "บาดแผล" นั้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 

จู่ๆ มันก็กลายเป็นเรื่องโจ๊กที่ทำให้ชีวิตฉันมีสีสัน

   ไว้เล่าให้คนอื่นฟังอย่างตื่นเต้น

(ประหนึ่งดั่งได้ทำวีรกรรมแสนกล้าหาญ   )

   

หากใครมองขาฉันที่โผล่พ้นมาจากกางเกงขาสั้นแล้วขมวดคิ้ว

ฉันกลับยักไหล่, แอบยิ้มร่า...

สนุกดีมีคนเดือดร้อนด้วย!  

 

 

 

"ต้นส้มแสนรัก"

หนังสือในดวงใจของใครหลายคน

เล่มที่ฉันนึกแปลกใจว่า...

ตัวเองพลาดอ่านหนังสือเล่มนี้ไปได้อย่างไร ?

แต่ก็นั่นแหละ...

ด้วยเพราะฉันไม่เคยกังวลว่าจะได้อ่านหนังสือเล่มที่อยู่ในกระแสหรือไม่

การที่ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งช้ากว่าคนอื่นไปเป็นสิบปี

มันไม่เคยสายสำหรับฉัน (แต่ฉันก็ไม่อยากให้สายไปกว่านี้ แฮ่ !)

.

.

และแล้ว...

ตัวหนังสือของ Jose Muro de Vasconcelos

ก็สั่นสะเทือนความรู้สึกของฉันอย่างรุนแรง

ฉันร้องไห้อย่างหนัก

บางตอนถึงกับต้องวางหนังสือแล้วยกมือขึ้นปิดหน้า

หายใจไม่ออกอยู่หลายครั้ง, ครั้งละหลายนาที

.

.

เสียงเพลงที่ร้องเบาๆ แทนคำปลอบโยนให้พ่อของเด็กวัยห้าขวบ

กลับกลายมาเป็นอาวุธทำร้ายเขาอย่างโหดร้าย

เขาจะรู้ได้อย่างไร...รู้ได้อย่างไร...

เขาไม่รู้แม้กระทั่งความหมายของมันเลยด้วยซ้ำ

 

อ้อมกอดและการปกป้องของพี่สาวอายุแค่เพียงสิบห้า

อบอุ่นและปลอดภัยกว่าแขนแข็งแรงและอกใหญ่โตของผู้เป็นพ่อ

 

พระเจ้าหลุยส์--พระราชาตัวน้อย...

เธอคือน้ำบริสุทธิ์ที่ค่อยๆ ไหลรินเข้าไปเจือจางความขุ่นในใจของเซเซ่

 

โททอก้า...เด็กชายขลาดเขลา แต่หัวใจไม่เคยหยาบกระด้าง

กำลังถูกโบยตีด้วยความรู้สึกผิด...

เขาเห็นภาพน้องชายกอดเอวร้องไห้คร่ำครวญ

ถึงสิ่งที่ตัวเองเล่าให้ฟังอยู่ตลอดเวลา

 

แจกันของครูเซซิเลียจะไม่วางเปล่าอีกต่อไป...

เพราะเธอเห็นดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลก

ปักอยู่ด้วยความความรักของนักเรียนที่ดีที่สุดของเธอ...

 

โปรตุก้า...เพื่อนและพ่อ...(หากเซเซ่สามารถเลือกพ่อหลังเกิดได้)

ผู้เป็นเหมือนพระอาทิตย์ที่สาดแสงแห่งความสุขมาสู่หัวใจของเด็กชายกุ้งแห้ง

 

ซูรูรูก้า

เมื่อไรที่เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่...

เธอจะจากลาไปตลอดกาล...

.

.

เซเซ่เด็กน้อยของฉัน,

ฉันไม่รู้ว่า...ในชีวิตหนึ่งๆ ของคนเป็นผู้ใหญ่

คนที่ผ่านเจ็บปวด ร้อนหนาว สุขทุกข์มานับครั้งไม่ถ้วน

คนที่ตัดสินความถูก-ผิดด้วยมาตรวัดแห่งเหตุผลจากประสบการณ์บ่มเพาะ

คนที่หลงลืมจินตนาการในวัยเยาว์

ผู้ใหญ่ (อย่างเรา) ได้เผลอทำร้ายเด็กไปสักกี่ครั้งกัน

และมีครั้งไหนบ้าง...ที่กลายเป็นแผลบาดลึกในหัวใจของพวกเขา

ฉันไม่รู้...

.

.

ใครอ่าน "ต้นส้มแสนรัก" แล้วไม่ร้องไห้  

รู้ไว้ด้วยว่า..."หัวใจตายด้านชะมัด!"

 

 

ข้อมูลหนังสือ

หนังสือ      : ต้นส้มแสนรัก ภาค 1

ผู้แต่ง        : โจเซ่ วาสคอนเซลอส

ผู้แปล        : สมบัติ เครือทอง

สำนักพิมพ์  : ประพันธ์สาส์น