ภาพต่อไปนี้เป็นแค่น้ำจิ้มยั่วกระเพาะ 

^ สายน้ำหลายร้อยสายข้างทาง (บันทึกภาพผ่านกระจกรถ)

^ ใบไม้เริ่มทยอยเปลี่ยนสี (อุทธยานแห่งชายจิ่วจ้ายโกว)

 

เริ่มอยากไต่สายตาเดินทางไปลิ้มชิมรสประเทศจีน

กับฉันต่อหรือยัง ?.

.

เครื่องบินต้องดีเลย์ต่ออีก 20 นาที เพื่อนำน้ำมันที่เกินความจำเป็นออก 

โอ้...พระเจ้า! จะติดสำรองเกินๆ ไปหน่อยไม่ได้หรือไงฟะ ?

ตูกลัวนะเฟ้ยยยย...

ในที่สุดเครื่องก็ take off (ซะที) เวลา 21.20 น. จากกำหนดเดิม 19.45 น.

ผู้โดยสารเหงื่อแตกกันทั้งลำ !!!

 

เปล๊า...ไม่มีเรื่องอะไรให้อกสั่นขวัญแขวน

เครื่องบินขึ้นอย่างนิ่มนวล (เกินไปซะด้วยซ้ำ)

แต่เพราะอากาศในเครื่องบินมันร้อนจนตับปลิ้นตะหาก!

ไกด์จึงรับศึกแรกเป็นเสียงบ่นจากลูกทัวร์ชนิดพึมพำบ้างดังบ้าง

ด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก (ยังดีที่ไม่ขมวดคิ้ว เอ๊ะ! หรือทำ ?)

แต่เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น  ก็ต้องรีบแจกผ้าห่ม

เพราะความเย็นยะเยือกของเครื่องปรับอากาศ

ที่เร่งเปิดเอาใจผู้โดยสารราวกับอยู่ในช่องฟรีซ

(ให้ตายเถอะ! ฉันแอบเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของไกด์เป็นครั้งแรก!!!)

"กึกๆๆ" ฉันกระทบฟันรอฆ่าเวลา 

"ผ้าห่มหมดแล้วครับ"

 

=,.=    <--  หน้าไกด์

Y_Y    <--  หน้าฉัน

 

ลมเย็นปะทะใบหน้าทันทีที่เดินออกจากประตู ท่าอากาศยานซวงหลิว

(นครเฉินตู/มณฑลเสฉวน) ฉันสูดอากาศสดชื่นอุณหภูมิสิบกว่าองศา

(ที่เมืองไทยไม่ค่อยได้สัมผัส) เข้าไปเต็มปอดจนอกขยาย

ระหว่างลากกระเป๋าล้อเกตามหลังไกด์ท้องถิ่นร่างเล็กโบกธงสีเหลือง

(เหมือนธงปักอาหารเจยังไงยังงั้น) ก็ก้มมองขาตัวเอง

ที่อยู่ภายใต้เลกกิ้งสีดำ ทับด้วยมินิสเกิร์ตสุดเปรี้ยว

แล้วสายตาก็ไล่ไปถึง...รองเท้าผ้าใบลายการ์ตูนสีชมพู !?!

 

มายก๊อด !!! ถึงฉันไม่ได้เป็นสไตลีสต์

แต่ฉันก็ไม่แต่งตัวอุบาทว์ขนาดนี้หรอกน่า...!!!

ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้ารองเท้าบู้ทสีดำแสนโก้

มันดันทรยศฉันกลางสนามบิน! 

 

"แพร่บๆ" เฮ้ย! อย่าเพิ่งมาหิวตอนนี้!

ฉันปรามรองเท้าคู่หรูที่กาวค่อยๆ คลายตัวออกจากกันทีละนิด 

ทุกครั้งที่ยกเท้าก้าว มันจะอ้าปากพะงาบๆ และตีกระทบกันเบาๆ 

แต่ฉันกลับได้ยินเสียงนั้นดังลั่นสนั่นหู 

ทนลากประคับประคองมันมาได้จนกระทั่งได้รับกระเป๋าเดินทาง 

รีบงัดเอารองเท้าผ้าใบมาใส่กู้ชีวิต 

โฮะๆ อย่าคิดว่าฉันอายล่ะ 

เรื่องหน้าแตกแบบนี้น่ะ 

ฉันเชี่ยว !

 

เข้าพักที่โรงแรม Shu Feng Garden Hotel นอน 3.30 น. ตื่น 6.30 น.

โอ้ว...ราตรีนี้สั้นนัก !   

.

.

ควับ! ควับ! ควับ!

ฉันสะบัดหน้าซ้าย-ขวาแบบไม่กลัวกระดูกคอเคลื่อน 

เพื่อมองหาเนื้อสัตว์ในถาดอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ (เหมือนจะหรู) 

 

(. .*) (*. .) (T^T) ไม่มีให้เห็นสักกะต่อนเดียว!  อาหารเจเหรอเนี่ย ???

 

จำไม่ได้แล้วว่าจับอะไรยัดเข้าปากบ้าง 

จำได้แต่ว่า ตลอด 7 มื้อเช้าที่อยู่ในดินแดนรูปแอ่งกระทะ

พื้นที่กว่าสี่แสนแปดหมื่นห้าพันตารางกิโลเมตร 

กาแฟฝีมือชงของไกด์หน้าโหดของเราอร่อยที่สุด!

(แม้จะเป็นกาแฟ 3 in 1 ฉันก็ยังคงยืนยันที่จะยกตำแหน่งนี้ให้อย่างซาบซึ้งใจ)

 

หลังจากอิ่มปากมัน  ก็มึนงงเล็กน้อยเมื่อรู้ว่า 

ต้องลากสังขารขึ้นไปเข้าห้องน้ำชั้น 2

เนื่องจาก ล็อบบี้ของโรงแรมไม่มีห้องน้ำ ???

(ประหลาดใจมาก) วิ่งขึ้นบันไดตึ่กตักๆ

ไปกับสาวน้อยเจิน (ถ้าจำไม่ผิด--ก็วันแรกยังไม่รู้จักใครนิหว่า)

หนทางไปห้องน้ำสแกรี่มั่กมากๆ แต่ในห้องน้ำสแกรี่ยิ่งกว่า

 

และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ฉันได้ทำความรู้จักกับ

เอกลักษณ์อันลือเลื่องระบือไกลของประเทศจีน            

 

"เหม็นโคตร!!! คอนเฟิร์ม!"

 

(หลังจากที่สอดส่ายสายตามองหาพื้นที่สีเขียวอยู่นาน 

ด้วยเคลิ้มตามชื่อของโรงแรม Shu Feng Garden Hotel 

ฉันก็พบต้นไม้สองต้นปลูกอยู่บนถนนคอนกรีตหน้าโรงแรม 

โอ้...สวนรึนั่น !?)   

.

.

รถบัสหมายเลขทะเบียน 40426 ขนาด 40 ที่นั่ง

มีลูกทัวร์ 34 ชีวิต, หัวหน้าไกด์, ไกด์ท้องถิ่น

และคนขับชื่อจำยากอีก 2 คน 

ตลอด 8 วัน พวกเราทุกคนใช้ชีวิตโอ้ลั่นล้า

อยู่บนพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ ที่เมื่อหารเฉลี่ยพื้นที่ต่อคนแล้ว

ไม่ถึง 1 ตร.เมตร !!!

 

"หากเราเข้าไปอยู่ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก

จะมีคนที่เรารู้จักน้อยกว่าคนที่เราไม่รู้จัก

ความที่ไม่รู้จักกัน เราจึงไม่พูดกันโดยไม่จำเป็น

และเมื่อพูดก็จะพูดเท่าที่จำเป็น

กำแพงที่กั้นระหว่างคนกับคนนั้นไม่ปรากฏรูปร่าง ทว่ามีอยู่จริง

มันเป็นได้ทั้งเกราะป้องกันตัว

และเครื่องมือในการสร้างระยะห่าง" ***

(***ญามิลา เขียน / มีคนและมีคน-เยอะแยะไปหมด)

 

เวลาที่พวกเราร่วมใช้จ่ายไปด้วยกัน  ค่อยๆ ทลายกำแพง

ของแต่ละคนลง ช้าบ้าง, เร็วบ้าง แล้วแต่ว่า

ใครจะขยันสร้างกำแพงไว้แข็งแรงมากแค่ไหน 

แต่ฉันว่า...เพื่อนร่วมทริปของฉันออกจะขี้เกียจกันสักหน่อย 

เพราะเวลาผ่านไปไม่เท่าไหร่  เสียงกำแพงล้มครืนๆ

ก็ดังขึ้นเป็นระยะๆ ราวกับโดมิโน

ส่งผลให้ฉันรีบแหวกเสื้อเกราะบางๆ ของตัวเอง 

ยื่นหน้าเข้าไปฉีกยิ้มให้เพื่อนร่วมทริปชนิดชิดใกล้กะเค้าบ้าง 

โชคดีที่การใส่เหล็กดัดฟันทำให้ฉันต้องแปรงฟันทุกครั้งหลังอาหาร

ไม่งั้น...ไม่ใครก็ใคร ต้องหงายหลังล้มตึงกันบ้างแหละ

 

ยิ้มเหมือนโรคติดต่อ

และเป็นเครื่องมือสร้างมิตรภาพราคาถูกที่สุดในโลก !

 

: ) คุณว่าไหม ?

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เห็นด้วยค่ะ

^_^ <-------------หน้าเรา

555555

#1 By ninjaarch on 2007-11-06 22:07

สวยจังเลย..
เห็นด้วยค่ะ รอยยิ้มทำให้เกิดมิตรภาพมากมายครับพี่น้อง!confused smile

#2 By ongki on 2007-11-06 22:23

^
^
ขอบคุณ...ขอบคุณ เพื่อนบ้านสองสาว
ที่เข้ามาส่งยิ้มให้...
บอกแล้ว...ยิ้มเหมือนโรคติดต่อ
เจ้าของบล็อกก็เลยติดมาจากเพื่อนบ้าน
ณ บัด Now

^_____^
เมนูการปรับจะอยู่ในmanageนะคะ
ด้านบนสุดอ่ะค่ะ
(จะพอช่วยได้มะนี่
sad smile )

#4 By ninjaarch on 2007-11-06 22:36

เห็นบรรยากาศแล้วอยากเที่ยยวววววว

ไปไหนยิ้มก่อนเลยครับ คนไทยยิ้มง่ายอยู่แว้ว

#5 By My Goddy on 2007-11-07 00:46

รูปสวยจังค่ะ โดยเฉพาะรูปน้ำตก กับใบไม้เปลี่ยนสี big smile

#6 By Orm & Hai on 2007-11-07 12:05

ขอบคุณ...
My Goddy ชายหนุ่มใจดี
กับสาวอ้อมนักท่องเที่ยว
ที่แวะเข้ามาเยี่ยมบ้านหลังนี้
อ้อ! ถ้าโฉบมาอีกครั้ง
อย่าลืมถือเสื่อมาด้วยล่ะ
เจ้าของบ้านเตรียมหมอนไว้ต้อนรับแล้ว !
(หุหุ)


เห็นด้วย..โรคติดต่อ ที่ชื่อ ยิ้ม

เอ..เราควรจะไปใส่เหล็ดดัดบ้างดีมั๊ยเนี่ยะ
น่าจะมีเส่น่ห์มากขึ้นเนอะ..เจ๊ว่ามะ sad smile

#8 By ลูกแก้ว (203.146.147.122) on 2007-11-07 16:54

ยิ้มเท่านั้นที่ครองโลก ฮะๆ ^^
ภาพสวยมากค่ะ
เข้ามายิ้มรออ่านต่อจ๊ะ open-mounthed smile

#10 By ก.ก้อย (124.121.125.114) on 2007-11-07 22:57

ชอบสุดๆ ไปเลย อ่านต่อไป อ่านต่อไปconfused smile

#11 By ปุ๊กกี้ (202.57.183.22) on 2007-11-07 23:21

แวะมาเยี่ยมอีกรอบค่ะ
ปรับปรุงเมนูแล้วค่ะ
เพราะที่ผ่านมาexteenมีลูกเล่นใหม่ๆ
และยังใช้ไม่ค่อยเป็น
(แหะๆควรโทษตัวเองมากกว่าT_T)
ยังไงจะรอติดตามบันทึกการเดินทางนะคะ
เขียนสนุกมากค่ะbig smile

#12 By ninjaarch on 2007-11-08 00:36

กรี๊ดดดดด มะยอมเอาหมีแพนด้ามาฝาก แล้วยังเอารูปสวยๆมายั่วน้ำลายยืดๆ (และเหม็น)ของนัตตี้อีก ทำงี้ได้ไงคะ หุหุ เดี๋ยวเราจะไปมั่ง แต่จุดหมายยังมะมีอะ ทำไงดี หัวใจมันร้องว่า "ต้องไป๊...ต้องไป มะงั้นขาดใจตายแน่ๆ" ปักหมุดหมายได้ที่ไหน จะมาเมาท์มั่ง มะยอมหรอก หุหุsad smile

#13 By นัตตี้ (58.9.40.79) on 2007-11-08 05:56

เฝ้ารอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
ว่าแต่มีชื่อน้องเจินมาแจมแล้ว
นู่หนึ่งจะออกมาอวดโฉมในตอนไหนเนี่ยquestion

#14 By หนึ่ง (203.185.131.3) on 2007-11-08 08:32

ลูกแก้ว >> ใส่เหล็กดัดฟันแล้วมีเสน่ห์ ? เอ่อ...อิฉันใส่มา 2 ปี เสน่ห์ยังไม่แผ่รังสีอ่ะ

ปลาทองนอกอ่าง >> ขอบคุณกั๊บ แต่ภาพในกล้องเพื่อนสวยกว่านี้อีก! (ไม่เอามาลงบล็อก เพราะกลัวเพื่อนได้หน้า 555+)

ก้อย >> เหลาหน้าไปอ่านไปก็ได้เน้อ...กว่าเจ้าของบ้านจะเขียนบันทึกจบ หน้าคงเป็นรูปไข่พอดี อิอิ

ปุ๊กกี้ >> ขอบคุณข้อมูลชั้นดีของปุ๊ก ที่ช่วยรื้อความทรงจำให้เจ้าของบล็อกพิมพ์เรื่องได้อย่างเมามัน

นัตตี้ >> แอ๊บแบ๊วจริงจรี้ง...น้องฉัน ตัวเองกำลังหนีไปเที่ยวเหมือนกันละน่า...(แถมไม่ชวนอีกต่างหาก)

นู๋หนึ่ง >> จุ๊ๆ น้องเจินเค้าใต้โต๊ะพี่ตุ๊กตาถึงมีชื่อโผล่มาในบันทึก สำหรับหนึ่ง พี่ตุ๊กตาขอแค่พันเดียวพอ เอิ๊กๆ