บันทึกการเดินทาง

เฉินตู-เล่อซาน-ง้อไบ๊-จิ่วจ้ายโกว 

วันที่ 21-28 ตุลาคม  2550

คชสารบนเขาง้อไบ๊ (หมอกหนามากทำให้ภาพไม่ชัดนัก)

 

ถ้าต้องการอ่านบล็อกนี้เพื่อเป็นข้อมูลในการท่องเที่ยวเมืองจีน

อ ย่ า อ่ า น !!!

เพราะคุณจะไม่ได้อะไรติดปลายสมองกลับไปแม้แต่น้อย

เราเตือนคุณแล้วนะ!

.

.

‘ความทรงจำ' ระหว่างการเดินทาง

ถูกฉันเคาะออกจากสมองเอามากองรวมกัน

แล้วสุ่มจับขึ้นมาบันทึกเป็นตัวหนังสือหลายตอนต่อไปนี้

(กำหนดตายตัวไม่ได้  เพราะไม่รู้ว่าต่อมขยันจะฝ่อปุ๊บปั๊บรึเปล่า หุหุ)

อาจมั่วอยู่สักหน่อย และเรียงลำดับความอะไรไม่ได้

แถมยังไม่ครบถ้วนอีกต่างหาก  ตามนิสัยคนเขียน (ฮา...)

ใครที่อยากย่ำตามรอยเท้าฉันท่องเที่ยว

แนะนำให้พกยาพาราฯ ติดตัวไว้หนึ่งกำมือ

เพราะสถานที่ และข้อมูลต่างๆ ต่อไปนี้

จะถูกบ้าง, ผิดบ้าง, มั่ว(เยอะ)บ้าง

และถูกสลับสับวันตามใจชอบ (ของฉันคนเดียว)

ฉะนั้น, ฉันจะพยายามให้ข้อมูลน้อยๆ ละกัน

(ที่จริงไม่มีข้อมูลอะไรเลยมากกว่า 

เพราะยังไงฉันก็จำสิ่งที่ไกด์บอกไม่ได้อยู่แล้ว ^O^)

ซึ่งฉันจะได้มั่นใจว่า ใครที่เผลอจดจำ (สิ่งผิดๆ)

ที่ฉันบันทึกไว้ในบล็อกนี้  มันจะมีไม่มาก 

จนฉันทำให้รู้สึกผิด  ^____^

.

.

รถบัสเคลื่อนตัวออกนอกเมือง 

‘ณ' หนังสือของ ‘นิ้วกลม' นักเขียนคนโปรด

ที่ฉันหอบหิ้วมาจากเมืองไทยนอนนิ่งอยู่บนตัก 

ด้วยเพราะสิ่งที่อยู่ข้างทางดึงดูดสายตาฉันได้มากกว่า 

 

ป้ายบอกระยะทางเริ่มต้น  "0 m."

ล้อหมุนไปวื้ดเดียวก็เจอป้าย  "50 m."

หายใจสองพรวดก็เห็นป้าย  "100 m."

ทำให้ฉันรีบเกร็งก้นรอต้อนรับป้ายต่อไปทันที !

...........

................

แป่ว !!! สิ้นสุดการบอกระยะทางแล้วค่ะ

 

แต่พอหันไปเม้าท์กับเพื่อนร่วมทริปได้ไม่กี่ประโยค(ยาวๆ)

หันกลับมาอีกที  สายตาก็ปะทะกับป้าย  "0 m." อีกแล้วครับท่าน!

ตามด้วยป้ายที่ 50 m., 100 m. แล้วก็จบ

ทุกอย่างเหมือนเดิมเป๊ะ!

 

ตั้งใจจะถามไกด์ แต่ก็ดันพาความสงสัยนี้กลับมาเมืองไทยด้วย

 

ใครรู้ช่วยบอกที  

ป้าย "0 m." เริ่มต้นอย่างไร ?

และทำไมป้ายถึงบอกระยะทางสั้นจุ๊ดขนาดนี้ 

จะว่าขี้เกียจก็ไม่น่าใช่  เพราะขยันปักป้ายชุดนี้อยู่เป็นหย่อมๆ

(หย่อมถี่ๆ ห่างๆ อย่างไร, อะไรเป็นตัวกำหนด -- ข้อยบ่ฮู้...)

 

ป้ายบอกเส้นทางไปสถานที่ต่างๆ บนถนนใหญ่ของประเทศจีน

กิ๋มกิ๊วถูกใจฉันมาก  เพราะนอกจากจะมีตัวหนังสือ

ที่เป็นหลักสากลนิยมแล้ว  ยังมีรูปสถานที่นั้นๆ

แปะประกอบยั่วใจนักท่องเที่ยวอยู่ด้วย

.

.

"เอ๋อเหมยซาน"

(-_-?) เควสชั่นมาร์คพุ่งขึ้นหน้าเลยอะดิ๊ !

แต่ถ้าบอกว่า "ง้อไบ๊"

ร้องอ๋ออออออ...น้ำลายยืดกันเป็นแถว

เป็นสถานที่แรกที่ไกด์เอเลือกให้พวกเราไปสัมผัส แตะ เหยียบ

 

[โปรแกรมการท่องเที่ยวที่บริษัททัวร์ "นั่งเทียนเขียน"

เอ่อ...คำนี้ไกด์เอพูดนะ...ข้าพเจ้าแค่จำขี้ปากเค้ามาอีกที ^O^

แจกให้ก่อนเดินทาง  ถูกฉีกทิ้งไปตั้งแต่คืนแรก

เพราะหากเดินทางตามรายการนั้น มีหวังลูกทัวร์สะบักสะบอม

งอมพระลักษณ์ พระราม สีดา (อุ้ย! พิมพ์เพลินไปหน่อย แฮะๆ)

- - อันนี้เราต้องเชื่อไกด์เอผู้มีประสบการณ์ซู้งงงงงงง...]

 

 ไกด์เอพยายามให้ข้อมูลสถานที่  แต่ไม่ค่อยมีใครยอมฟัง (น่าฉงฉานจางเยย)

 

ระหว่างการเดินทางเวียนวนอยู่บนเขาหลายร้อยโค้ง

(มึนอยู่บนรถบัสใหญ่ 1 ชม.และเมาต่อบนรถบัสเล็กอีก 2 ชม.

ตอนนี้พวกเราถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม เพื่อเดินทางขึ้นเขาง้อไบ๊)

ไกด์เอกับไกด์โบว์เล่าถึงประวัติศาสตร์ และสถานที่ท่องเที่ยวของจีน

ซึ่งเหลือติดติ่งสมองกลับมาได้แค่ว่า

สุสานซีอาน  เป็นสุสานที่ใหญ่ที่สุด

สุลานเล่าปี่  เป็นสุสานฮ่องเต้เล็กที่สุด

และรถบัสของเราแล่นข้ามแม่น้ำหมิงเจียง (เขียนถูกรึเปล่าหว่า...)

นอกนั้น @_@ บลาๆๆๆๆ (เหอ...เหอ เราเตือนท่านแล้ว)

 

ไกด์เอเล่านู้น-นั่น-นี่ จากประสบการณ์ 10 ปีในอาชีพไกด์

และเริ่มปล่อยมุก สลับกับการแซวลูกทัวร์

เรียกเสียงฮาครืนกันทั้งคันรถ 

รวมทั้งปฏิบัติการแทรกตัวกลมกลืนไปกับทุกกลุ่ม

เป็นนินจาตัวใหญ่ที่มองเมื่อไหร่ก็เห็นให้อุ่นใจ

ใบหน้าโหดที่เก๊กไว้ตั้งแต่ทีแรกเริ่มคลายตัวลงช้าๆ

เกรดที่ฉันเคยให้ "0" ก็แอบกระดิกตัวขยับสูงขึ้น

.

คนบางคน...สิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็น

อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

เราต้องรอเวลาให้ ‘เปลือก' ถูกกระเทาะ

เพื่อจะมองเห็น ‘เนื้อใน' ของคนคนนั้น

.

ป้ายข้างทางที่ติดอยู่เป็นระยะตลอดเส้นทางขึ้นเขาง้อไบ้

เป็นรูปลิงแสนน่ารัก  ซึ่งฉันไม่รู้ว่ามันมีอะไรเกี่ยวโยงกับสถานที่หรือเปล่า

พยายามสอดส่ายสายตาปรือๆ ของตัวเองมองหา

แต่ก็ไม่เห็นลิงจอมซนสักตัว

นอกจากลิงสีสวยที่เกาะบั้นท้ายขาวๆ ของสาวบนรถ

(ฉันเปล่าลามกน้า...^O^)

โฮะๆ มารู้ทีหลังว่า  ป้ายนั้นแจ้งเตือนให้ระวังลิงทะเล้น

จะโผล่มาโบกรถเล่นข้างทาง ซึ่งก็มีจริงๆ เพื่อนร่วมทริปหลายคนเห็นกับตา

แต่ทำไม??? ช้านนนน...ม่ายยยยย...เห็นนนนนนน...

(น้อยใจลิงนะเนี่ย)

ที่เห็นเป็นสายยาวอยู่เหนือหลังคาวัด  คือกระเช้าลอยฟ้านะจ๊ะ ไม่ใช่ราวไฟประดับวัด

 

เขาง้อไบ้มีจุดชมวิวบนยอดเขาชื่อ จินติ่ง หรือ วัดหัวจ้าง

ที่เราต้องขึ้นกระเช้าลอยฟ้าผ่านหมอกหนาทึบมองแทบไม่เห็นอะไร

(ราคา 40 หยวน / บรรทุกคนได้เที่ยวละ 100 คน)

ซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 พุทธคีรีที่สำคัญของประเทศจีน

ฉันตะลึงมองขุนเขาและตำหนักเงินเหนือชั้นเมฆ

สวยงามราวกับอยู่ในความฝัน

เพราะฉากนี้เต็มไปด้วยละลองหมอกสีขาวน่ะสิ (ฮา...)

 

 

มี Snowman หน้าตามอมแมมหนึ่งตัว

และกองหิมะประทับรอยเท้าอีกหนึ่งหย่อม

ป้ายชี้ทาง 3 ภาษา หนึ่งในนั้นก็คือภาษาไทย ไกด์เอแกล้งอำว่า 

เพราะคนไทยมีหุ้นอยู่ 30% เหอๆ มีคนหลวมตัวเชื่อด้วย !!!

 

คู่รักนักท่องเที่ยวหลายร้อยคู่เชื่อว่า

หากคล้องกุญแจสีทองไว้ ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

หัวใจของพวกเขาจะถูกล็อกอยู่ด้วยกัน...นิรันดร์

ฉันจึงเห็นแม่กุญแจที่ลูกถูกปาทิ้งลงหุบเขา

คล้องต่อกันเป็นสายยาวอยู่ข้างราวบันได

เหนือความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,077 เมตร

 

โรแมนติกชะมัด!

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

รูปสวย และอ่านสนุกดีค่ะ

#1 By eeddy(อี๊ด) on 2007-11-09 19:07

โรแมนติกมากเลยนะ ถ้าได้ไปด้วยกัน และรักนิรันดร์คงจะดีไม่ใช่น้อย big smile

#2 By * p e a c h * on 2007-11-09 19:16

อยากไปง่า บรรยากาศซู๊ดดดยอดดด

#3 By ปิงกรู on 2007-11-09 19:43

บรรยากาศน่าเที่ยวมากๆๆ

#4 By My Goddy on 2007-11-09 20:25

โรแมนซ์มากๆ

อิอิ อยากไปจัง

#5 By EternaL on 2007-11-09 21:47

โห อยากไปง้อไบมานแล้วค่ะ อยากไปไหว้พระองค์ใหญ่ที่บนเขา แต่ไม่มีโอกาสได้ไปซักที ภาพที่ถ่ายมาสวยจังเลยค่ะ ไอหมอก ขุนเขา อิอิ

#6 By Fahsai** on 2007-11-10 14:31

แถมหน่อยนะ..
ในเมืองจีนยังมีอีก 3 พุทธคีรีก็ครือ
1. จิ่วหัวซัน
2. ผู่ถ่อซัน
3. อู่ไถซัน
พอดีไกด์บอกมา..จดไว้แหละ

#7 By ปุ๊กกี้ (203.146.6.86) on 2007-11-14 19:31